เมื่อโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “การดูแลโลกภายใน” จึงสำคัญ | มูลนิธิไทยคม x ดรุณสิกขาลัย

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต
เราควรมีวิธีคิด หรือเตรียมตัวเอง
ในการรับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไรดี

คุยกับครูตุ๊กตา นลิน ตุติยาพึงประเสริฐ
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา
ดรุณสิกขาลัย โรงเรียนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้

 

ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้มีอะไรที่เราพอจะเห็นได้บ้างว่ามันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

วันหนึ่งเราเคยพูดถึงความเปลี่ยนแปลงว่ามันต้องมา แต่ทุกวันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าความเปลี่ยนแปลงอยู่ในทุก ๆ วันที่เราตื่นนอน โดยเฉพาะในประเทศไทยอย่างกรุงเทพฯ ที่เราตื่นขึ้นมา เราก็ต้องเช็คทั้งสภาพอากาศ วันนี้เป็นอย่างไร ใส่หน้ากากอนามัยแบบไหนดี วันนี้การเดินทางจะเป็นอย่างไร คือความเปลี่ยนแปลงอยู่กับเราทุกวัน ซึ่งเราก็ต้องปรับตัวให้ได้ เผชิญกับความท้าทายนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพอะไร ช่วงอายุเท่าไหร่ เราจะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและปรับตัวค่อนข้างมาก

 

อย่างคุณตุ๊กตาก็ผ่านอะไรมามากพอสมควร ซึ่งก็ปรับตัวได้ในระดับนึงแล้ว แต่ถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เขาต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก เด็กควรมีทักษะอะไรติดตัวเพื่อใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลง

ส่วนตัวจะมองกลับกันนะ อย่างของรุ่นผู้ใหญ่ครูตุ๊กตารู้สึกเป็นห่วงมากกว่าในเรื่องของการ   ปรับตัวเพราะเราจะมีความเคยชินตามพัฒนาการของมนุษย์ ผู้ใหญ่จะมีความปรับตัวยากมากกว่าเด็ก ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่เขาโตมากับความเปลี่ยนแปลงเพราะฉะนั้นธรรมชาติที่เด็กมีนั้นคือการปรับตัวได้ไว ความสนใจ สิ่งที่เบื่อ จะทำให้อยากเรียนรู้ไปเลย ๆ ชั่งสังเกต มองสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เขาปรับตัวได้ทันที มันเป็นสันชาตญาณที่เด็ก ๆ มี ฉะนั้นในเรื่องของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง อาจจะเป็น Generation ที่เป็นผู้ใหญ่กว่านิดนึงที่จะเผชิญความท้าทาย

แต่ถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่จะมีความเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า มีสิ่งหนึ่งที่เป็นทักษะสำคัญจำเป็นมาก ๆ สำหรับเด็กรุ่นใหม่คือความนิ่ง ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงไปมาจะทำให้รู้สึกสับสน มันจะเป็นเหมือนผลข้างเคียงที่ตามมา คือเราจะรู้สึกสับสน จับหลักไม่ถูก มึนงง ไม่รู้จะไปในทิศทางไหน ความนิ่งสามารถอ่าน สถานการณ์ได้ มีความมั่นคงในตนเอง สิ่งนี้อาจจะเป็นความท้าทายของเด็กรุ่นใหม่ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง แล้วรู้สึกว่ารักษาความสงบในใจของเราเองได้

 

 

ถ้าเราจะฝึกให้เขามีความสงบ เราควรจะฝึกอย่างไรบ้าง ควรจะเรียนรู้ในเรื่องอะไร

ในช่วงเวลาตอนนี้จาการสังเกตของคุณตุ๊กตาเองคิดว่าเป็นช่วงเวลาทองค่ะ ของการที่เราจะฝึกสมาธิ ฝึกให้เรากลับมาดูแลภายในของตัวเองค่ะเพราะว่าทุกตนเห็นว่ามันสำคัญอย่างไร ตอนนี้เราเผชิญอยู่กับความรู้สึกเครียด ต้องปรับอีกแล้ว กลัวว่าโรคนั้นจะมาไหม เราจะปลอดภัยหรือเปล่า การที่เราอยากให้ตัวเราสงบได้ มีความสุขได้ตามสมควร ตอนนี้กลายเป็นเรื่องที่เราจะชวนให้เด็ก ๆ มาฝึกได้มากขึ้น เพราะว่าเขารู้ว่ามันจะได้เอาไปใช้เมื่อไหร่ ซึ่งมันใช้ได้ในทุก ๆ วัน

 

การมี Mindfulness ในมุมของคุณตุ๊กตาคืออะไร

คิดว่ามันคือการที่เรารู้จักตัวเราเอง ทั้งกายภาพข้างนอก รู้จักใจเราในโลกของข้างในว่าตอนนี้เรามีความรู้สึกอย่างไร เรากำลังมีตวามตั้งใจอยากจะทำอะไร เรากำลังกลัว กำลังมีความสุข กำลังมันคิดความสามารถที่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราซี่งมันจะเป็นฐานที่ดี สมมุติว่าเรากลัวแล้วเราไม่รู้ตัวว่าเรากลัว เราจะคุมสถานการณ์และคุมตัวเองไม่ได้เลย แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรากลัวและเรารู้ว่าเรากลัว หรือเรียกว่าความรู้สึกของความกลัวที่แท้จริง บางทีมันเป็นจินตนาการค่ะ ความกลัวพอเรารู้ ขนาดของความน่ากลัวมันจะลดลง เราจะเริ่มเห็นว่าสิ่งที่เรากลัว เรากลัวเรื่องอะไร ประเด็นไหน มันจะทำให้เราสามารถกำหนดขอบเขตมาที่ปัญหาจริง ๆ ของเราได้ นั้นคือศักยภาพที่ทำให้เห็นว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้แล้ว แต่ถ้าไม่รู้ว่ากำลังกลัวก็จะมีอาการลนลานโวยวาย หรือบางคนอาจจะแสดงออกมาเป็นความก้าวร้าว เป็นความเศร้า การที่เราสามารถรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเราเองได้มันเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการอยู่กับการเปลี่ยนแปลง

 

คุณตุ๊กตานำ Mindfulness มาปรับใช้กับการทำงานอย่างไร

เราจะต้องมีการรับมือกับหลายอย่าง อย่างแรกเลยสิ่งที่เราอยากจะทำคืออะไร ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัด รู้จักตัวเราเองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การที่เราทำงานเราจะต้องปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกกับบุคคลภายนอก เขาไม่ได้ตอบสนองมาในแบบที่เราต้องการเสมอไป เวลาเขาตอบสนองมาอาจจะไม่ตรงกับที่คิดไว้ ฉะนั้นการที่เราจะสามารถรับรู้สถานการณ์ปรับตัวได้ ทำอย่างไรให้การปฏิสัมพันธ์นั้นราบรื่นที่สุด ให้เราทำงานด้วยกันได้ โดยเฉพาะบางทีที่เขาคิดไม่เหมือนกับเรา สิ่งที่เขาคิดก็ดูขัดแย้งกับเราด้วยมันยิ่งท้าทายว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์อย่างไร มันจะต้องจูนทั้งสองความคิดที่ไม่เหมือนกันให้เข้าด้วยกันมันถึงจะทำงานด้วยกันได้ มันมี 2 ทาง เราจะเจอความขัดแย้งแล้วไปคนละทางหรือเจอความขัดแย้งแล้วค่อย ๆ จับมือกัน ทำอย่างไรให้โอเคทั้งสองข้างแล้วจับมือกันเดินไป นี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

 

คุณตุ๊กตาใช้ Mindfulness อย่างไรในการสอนเด็ก ๆ

คุณตุ๊กตา :   เราได้ผสมการเรียนการสอน Mindfulness เข้ามาในโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ในตัวคอร์สอบรมต่าง ๆ ที่เราทำให้กับเด็กและผู้ใหญ่ด้วย ในปี 2020 นี้ก็เป็นปีแรกและเราก็เดินเครื่องเต็มที่เลยค่ะ เพราะเห็นว่าเรื่องนี้มันสำคัญและจำเป็น อย่างเวลาที่เรียน Project หรือทำ Workshop ด้วยกัน เราจะใส่กิจวัตรในการมาใช้ชีวิตร่วมกันตอนที่เรียนรู้ด้วยกัน หนึ่งอย่างเลยคือการฝึกสมาธิแต่เราไม่ได้เรียกมันว่าฝึกสมาธิหรือทำให้คนเข้าใจว่านี้มันคือศาสนาหรือเปล่า เราเรียกมันว่าการ Reset อย่างการ Reset ตอนเช้าที่เราทำด้วยกัน จะเป็นการพาให้พวกเรามาอยู่ในที่เดียวกัน จากการเดินทางที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกกังวล การ Reset ตอนเช้าฝึกสมาธิ 5 นาที ทำให้เขามีเวลาสั้น ๆ ได้กลับมาดูแลตัวเองและก็ได้รู้ว่าการดูแลตัวเองนั้นเป็นฐานที่สำคัญในการใช้ชีวิตด้วยกันกับคนอื่น ๆ ในตลอดทั้งวัน ทำงานด้วยกันหรือจะเรียนรู้ด้วยกัน เราเองก็จัดให้มันเป็นวัฒนธรรมพื้นฐานเลย เรามีเวลาที่แต่ละคนจะได้กลับมาดูแลตัวเองสั้น ๆ ในตลอดทั้งวันที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

 

อยากให้ครูตุ๊กตาแชร์ประสบการณ์การใช้ Mindfulness การเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างในชีวิต คุณตุ๊กตามีวิธีการใช้สิ่งนี้อย่างไร

จริง ๆ แล้ว Mindfulness มันเป็นหลักสำคัญในการตัดสินใจ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มันเปลี่ยนแปลงหรือสถานการณ์ขับขัน เราฝึก Mindfulness อย่างตอนมาโรงเรียนเรามาฝึกสมากับเพื่อน เราไปเข้าคอร์ส เข้า Retreat เพื่อฝึกสมาธิ เขาบอกว่านั้นคือการซ้อมเท่านั้นเองเหมือนเป็นการซ้อมที่ให้โลกภายในตัวเรารู้ว่าถ้ามีการเคลื่อนไหวเราควรจะกลับมานิ่งอย่างไร เพราะในสนามการแข่งขันหรือบางคนอาจจะเรียกว่าสนามรบจริงของชีวิต มันจะเจอสิ่งที่เข้ามาปะทะกับความรู้สึกของเรารุนแรงมาก เช่น ความสูญเสีย ความกลัว มันจะทำให้เราตั้งหลักไม่ได้ การที่เราฝึก Mindfulness ไว้ โดยที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัวมันจะมีเสียงของในเราที่ดึงพาเรากลับมา อย่างน้อย 1. เราก็จะรู้ว่าเรากำลังสูญเสีย 2. เรากำลังเสียใจ 3. นี้แหละมันเป็นธรรมชาติ แค่พาดึงตัวเองกลับมาได้ เรายังร้องไห้อยู่ เรายังสูญเสียอยู่แต่สภาวะโลกข้างในของเราจะค่อย ๆ ปรับตัวพอใช้เวลาสักระยะนึงที่จะเรียนรู้จากความสูญเสียนั้น

ครูตุ๊กตาจะยกตัวอย่างการสูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัว ครูตุ๊กตาเจอมา 3 คน ก็นับว่าเยอะในช่วงเวลาที่ครูตุ๊กตามี มันทำให้เราเซแต่เราจะกลับมาแล้วก็มีเวลาในการเยียวยาตัวเองได้ตามธรรมชาติระดับนึง ซึ่งจะตรงข้ามกับถ้าเราไม่มีเครื่องมือตัวนี้ช่วยดึงเรากลับมา มันจะทำให้เราจมลงไปแล้วล้มเลย จมอยู่กับความสูญเสีย ความเศร้า หลายคนพาตัวเองกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติไม่ได้นะคะ คนที่เสียไปหรือตายไป ถึงร่างกายเรายังอยู่แต่ครึ่งนึงของจิตวิญญาณเราได้ไปกับเขาด้วย นี้เป็นสภาวะตัวอย่างให้เราเห็นเลยว่า ถ้าเราดึงตัวเองกลับมาไม่ได้ ชีวิตที่เราเดินต่อมันจะไม่เต็มร้อย

 

 

สุดท้ายแล้ว Strong mind ความหมายของคุณตุ๊กตาคืออะไร

Strong mind ในความคิดของครูตุ๊กตานะคะ คิดว่า Strong mind ที่จะเป็นประโยชน์กับพวกเราคือ จิตใจที่แข็งแรงแต่ไม่แข็งกร้าว แข็งแรงในที่นี่หมายถึง ทนทานสภาวะต่าง ๆ ที่มันจะเกิดขึ้นได้ เราไม่รู้ค่ะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราเลือกไม่ได้ว่าเราอยากจะมีแต่ความสุข ความทุกข์ ความเศร้า ความเสียใจ มันต่างมากันหมดทุกรูปแบบและเกินกว่าที่เราจะคาดคิดด้วย ทีนี้เราแข็งแรงพอที่จะมั่นคง ทน ที่จะอยู่กับความรู้สึกที่จะรับมือได้ยากได้ คำว่า ไม่แข็งกร้าว หมายถึง เวลาที่เราเข้มแข็งไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องกล้าด่าคนอื่นหรือว่าแสดงออกอย่างเสียงดังมาก ๆ ใช้ความรุนแรง ตรงกันข้ามเลยค่ะคนที่จิตใจเข้มแข็งจะมีการควบคุมตัวเองได้สูง

บางครั้งโกรธมากแต่เราสามารถพลิกความโกรธมาเป็นคำถามที่ถามตัวเองว่า จะทำอย่างไรต่อเราโกรธเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากแต่การที่เรา Strong เราเข้าใจความรู้สึกตัวเองแล้วก็มาตั้งสติว่าขั้นตอนต่อไปของเราคืออะไร เราอยากจะแก้ปัญหานี้ เราอยากจะสื่อสารออกไปอย่างไรให้แก้ไขปัญหาได้โดยไม่ทำให้มันเลวร้ายไปมากกว่านี้ Strong mind เรียกได้ว่า กล้ามเนื้อข้างใน    ต้องแข็งแรงมากที่จะคุมสภาวะอารมณ์ของตัวเองได้เวลาที่มีสิ่งใดมาปะทะ ควบคุมการแสดงออกของเราได้ด้วยว่า ทำอย่างไรเวลาที่เขาต่อยเรามาแล้วไม่ใช่เราไปต่อยเขากลับเพราะมันมีแต่จะแรงขึ้น ถ้าเขาต่อยเรามาแล้วเราถอยมาก้าวนึงเพื่อคิดว่าเราจะมีทางเลือกอะไรบ้างที่คิดว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น Strong mind ในความคิดครูตุ๊กตาต้องนิ่งได้แบบนี้ค่ะ

 

ทักษะที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับคนรุ่นใหม่มีอะไรบ้าง

ในยุคนี้นะคะ นอกจากคิดเป็น ทำเป็น ทำในสิ่งที่เราคิดนี้แหละ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ เรื่อง Mindfulness เรื่องสติ เราคิดได้ ลงมือทำได้ แล้วเวลาที่เราต้องเจอกับปัญหา สถานการณ์ที่มันไม่เป็นอย่างที่คิด สติเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่จะทำให้เราถอยหลังกลับมาคิดได้ว่าเราจะกับสถานการณ์ยังไง หลายครั้งจะทำข้อตกลงกับอารมณ์ของตัวเอง ความรู้สึกของตัวเราและก็คนอื่นด้วย โดยเฉพาะยุคนี้เรื่องของอารมณ์จะเยอะมาก เด็กรุ่นใหม่ถ้ามีความสามารถที่จะรับมือ เข้าใจอารมณ์ของตัวเองและคนรอบข้างได้ จะมีภูมิคุ้มกันที่ดีที่เดินไปสู่โลกที่ความเปลี่ยนแปลงนั้นรวดเร็ว รุนแรง และมันเจอกับทุกชีวิตในขณะนี้

 

 

คุณตุ๊กตาต้องเจอกับการตัดสินใจกับเปลี่ยนแปลงไปในหลายบริบทที่ผ่านมา หลังจากที่ตัดสินใจมาเป็นครู พอถึงวันนึงกลายเป็นไม่ได้สอนเด็กแต่มาทำคอร์สเกี่ยวกับผู้ใหญ่ อยากให้เล่าความเป็นมาว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เราได้บทเรียนอะไรจากตรงนี้บ้าง

ครูเรียนจบภาพยนตร์มาค่ะ ไม่ได้ตั้งจะมาทำเกี่ยวกับการศึกษา แต่จริง ๆ แล้วครูตุ๊กตาเป็นผลผลิตการเรียนหนังสือแบบเดิมที่ไม่ได้ทำให้เรารู้จักตัวเอง เรียนทางภาพยนตร์มาก็ไม่ได้เรียนเพราะความสนใจ ด้วยสิ่งแวดล้อมอะไรหลาย ๆ อย่าง ถามว่าชอบไหมในสิ่งที่เรียนเราชอบ มันช่วยในเรื่องของการสื่อสาร การทำงานที่เป็นระบบ

แต่พอจบมาต้องมาทำงาน มันก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ระบบงานที่ตรงกับชีวิตที่เราชอบ ปรากฏว่ากลายเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบไป เราเรียนจบด้านนึงแล้วเราจะไม่ทำมัน ต่อจากนั้นไม่มีอะไรในหัวเลยมันเบลอ มันไม่มีทางเลือก พอไม่มีทางเลือกเราต้องอยู่กับความไม่แน่นอนเยอะมาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีโอกาสมากที่เราจะได้ค้นหาตัวเองอีก ก็มาค้นพบว่าชอบเด็กมาก ชอบที่ทำงานแล้วมีเด็กอยู่รอบ ๆ รู้สึกไม่เหนื่อย สนุกมาก ก็ค่อย ๆ รู้จักตัวเองว่าเราชอบทางนี้ พอเราทำงานกับเด็กเต็มที่ ก็เข้ามาสู่งานการศึกษาและโชคดีที่ได้เข้ามาทำงานการศึกษาในด้าน Creative learning แบบนี้ก็ยิ่งสนุกเลยค่ะ ถึงจุด ๆ นึงครูตุ๊กตาก็ทำงานจนประสบความสำเร็จ โดยได้รับทุนไปเรียนต่อทางด้านการเรียนรู้ของเด็ก พอกลับมาเมืองไทยสถานการณ์เปลี่ยนกลายเป็นงานที่เราได้รับมอบหมายต้องมาทำการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ โลกมันเป็นแบบนี้ค่ะ เราวางแผนตัวเองได้ เตรียมตัวเองได้ แต่เราไม่เคยรู้สถานการณ์ข้างหน้า

มันไปคนละทิศคนละทางเลยค่ะ ทำให้เราต้องปรับตัว เราเรียนเรื่องการเรียนรู้ของเด็กสัก 80% เรามีอะไรบ้างที่จะเดินทางไปกับเส้นทางใหม่ ครูตุ๊กตาเริ่มจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เรามีอะไรบ้างจากนั้นก็มาดูและตรวจสอบในสิ่งที่เรายังไม่มี สิ่งที่เราไม่มีเราไม่ได้เอามันมาถมตัวเองว่า เราจะทำไม่ได้เอามาทำให้ตัวเราไม่มั่นใจ แต่เอามาเป็นรายการที่ต้องทำในชีวิตว่าถ้าเราจะเดินไปข้างหน้าเราต้องมีอะไรบ้าง ก็กลายมาเป็นทำเรื่องการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ก็ใช้เวลาค่ะ ไม่ใช่ว่าทำรายการที่ต้องทำในชีวิตแล้วจะได้เลยเหมือนเปิดสวิตช์ ซึ่งไม่ใช่เลยมันต้องใช้ความพยายาม อดทน และไม่ดูถูกตัวเองไปก่อนว่าจะทำไม่ได้

พอทำไปสักพักก็รู้สึกว่าตัวเราเองก็มีความสนใจเรื่องการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ความเชี่ยวชาญเริ่มมาโลกก็เปลี่ยนไปอีก กลายเป็นให้เปิดบริษัทธุรกิจเพื่อสังคม เปิดเป็นกิจการแรกของโรงเรียนและมูลนิธิ เรียนมาทางด้านการศึกษาทำงานด้าน Learning ถึงวันนึงก็ต้องมาทำงานในด้านภาคธุรกิจ ความรู้สึกแรกมันรู้สึกช็อคนิด ๆ ค่ะ มันรู้สึกไม่พร้อมหรือเปล่าแต่หลังจากนั้นมันเป็นการตัดสินใจค่ะว่าเราจะเดินไปข้างหน้าหรือเราจะหยุดมันค่ะ

มันเป็นทางเลือกให้เราเสมอ ถ้าเราจะหยุดมันเราต้องทำอะไร ถ้าเราจะไปต่อเราต้องทำอะไร ก็กลับมาที่ตัวเองค่ะว่าเป้าหมายชีวิตเราคืออะไร เราอยากทำอะไร แล้วทางเลือกแรกกับทางเลือกที่สองอะไรจะให้ความเติบโตกับเราในแบบที่เราต้องการค่ะ สุดท้ายก็เลือกทางที่สองเพราะเรามองระยะยาวแล้วมันสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งที่เรารักทางด้านการศึกษาได้ด้วยเหมือนเดิมเริ่มกลับมาถามตัวเองว่าวันนี้เรามีอะไร อะไรอีกที่เราไม่มีก็เกิดตรวจสอบตัวเองใหม่อีกแต่ทำรายการที่ต้องทำในชีวิตใหม่นี้ยังรู้สึกว่าท้าทายอยู่ว่ามันต้องรู้อะไรเพิ่มบ้างจากการเป็นนักวิชาการ แล้วต้องมาดูในมุมมองของธุรกิจ มันเป็นความท้าทายค่ะแต่ในความท้าทายเรารู้ว่ามันคือความเติบโต คือการที่เราจะเพิ่มศักยภาพ เพิ่มโอกาสของตัวเราเองที่จะได้ทำสิ่งที่เรารักให้มีอิทธิพลที่กว้างขึ้น

 

เราจะเห็นถึงกระบวนที่คุณตุ๊กตาทำมา ซึ่งมันก็จะสอดคล้องกับ Constructionism อยากจะให้พูดอธิบายในส่วนนี้นิดนึง

พูดถึงกระบวนการที่ครูตุ๊กตาผ่านมา มันก็สะท้อนความเป็น Constructionism ในตัวเอง เนื่องจากครูตุ๊กตาเข้ามาในวงการ คอนตรัส 20 ปี มันกลายเป็นนิสัย วิธีคิด ที่เราคุ้นชินว่าเราจะเจอสิ่งที่เราไม่รู้และทำไม่เป็นอยู่ตลอดเวลาและเราแค่เริ่มจากสิ่งที่เรามีอยู่และตรวจสอบในสิ่งที่เราไม่มี ก็จะมีคิด ลงมือทำ และก็การสะท้อนกลับ อย่าดูถูกตัวเองเมื่อเรายังทำผิดพลาดอยู่ อย่าหยุดและยอมแพ้ถ้าเราเจอความล้มเหลวแต่ให้มองความผิดพลาด ความล้มเหลวเป็นโจทย์ให้เราเดินต่อในสิ่งที่เราทำผิดนะ ถ้าเราเกาะสิ่งที่เราทำผิดไว้เขาจะพาเราเดินไปข้างหน้าแต่ถ้าเราเกาะอยู่กับความสำเร็จเราจะอยู่แต่กับอดีตค่ะ

พอเราเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ เรายังทำไม่ได้วันนี้แต่ถ้าเราทำต่อไปพรุ่งนี้มันจะดีขึ้น มันจะดีขึ้นวันละนิด ๆ มันน่าจะเป็นภูมิต้านทานที่เราเรียนรู้ในเรื่องของ Constructionism มันสร้างนิสัยใหม่ให้เราแม้ว่าโลกจะเปลี่ยนเจอเรื่องที่เราไม่คุ้นเคยเราจะสามารถไปได้เราอยู่กับมันได้ ครูตุ๊กตามีความเชื่อมั่นในตัวเองมากว่า ต่อจากอาชีพนี้มันจะเป็นอะไรเราไม่รู้ค่ะ มันอาจจะเกิด 3 ปี 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แต่ครูตุ๊กตารู้ว่ารอดสามารถไปได้เพราะเรามีวิธีการเรียนรู้ของตัวเราเอง